Maori Social Enterprise

by sirdi
0 comments

ความเป็นมา

          นิวซีแลนด์เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของ Maori ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่มีวัฒนธรรม ภาษา และสิทธิในการจัดการที่ดินของตนเอง มีการแบ่งโครงสร้างย่อยลงไปเป็น iwi ซึ่งรวมกลุ่มของประชาชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเบื้องต้นที่เป็นหน่วยทางสังคมและการจัดระเบียบทางการเมืองการปกครอง เรียกว่า hapu หลาย hapu เข้าด้วยกัน แต่ละ hapu จะมีกลุ่ม whanau ซึ่งเป็นกลุ่มเครือญาติ/ครอบครัวขยายที่เกี่ยวข้องกันหลายครอบครัว การรวมกัน hapu เป็นการรวมกลุ่มของครอบครัวเครือญาติเพื่อจัดการตนเอง ปกครอง รักษาดินแดน จัดการทรัพยากร เศรษฐกิจ และสังคมร่วมกัน โดยถือเอาความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันของชนเผ่าเป็นพื้นฐานสำคัญ มีการลำดับความเกี่ยวข้องกันตามลำดับของตระกูล ที่เรียกว่า whakapapa ซึ่งมีการกำหนดตัวตน สิทธิ และความรับผิดชอบของบุคคลไว้เป็นระบบแบบแผน ผู้นำของ hapu จะเรียกว่า Rangatira

          โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม กลุ่ม และชนเผ่าที่ครอบครองแผ่นดินของนิวซีแลนด์ ได้เป็นประเด็นขัดแย้งขนาดใหญ่จนนำไปสู่สงครามกับชาวยุโรป ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1840-1900 จนสูญเสียแผ่นดินที่ครอบครองไปอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ (ภายใต้สนธิสัญญา Treaty of Waitangi) มากถึง 95% และทำให้ชนเผ่าเมารีได้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยบนแผ่นดินที่เคยเป็นของตนเองมาจนกระทั่งปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพราะทั้ง 2 ฝ่าย มีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในข้อตกลง ฝ่ายอังกฤษ แปลความว่า เมารียกอธิปไตย (Sovereignty) ให้ราชวงศ์อังกฤษ ในขณะที่เมารี ชี้ว่า เป็นการควบคุมการปกครองร่วม (Governance) ในเรื่องการค้าและการรักษาความสงบ โดยที่เมารียังมีอำนาจของตนเองตามความเป็นชนเผ่า ต่อมาในช่วงปี ค.ศ.1970s เป็นต้นมา ก็เริ่มมีการจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง-ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น Maori Land March ซึ่งเป็นการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1975 ที่นำโดย Dame Whina Cooper พร้อมกับคำขวัญที่ว่า “Not one more acre” มีผู้เข้าร่วมเดินขบวนเดินเท้าความยาว 1,100 กิโลเมตร จากเมือง Te Hapuo เมืองตอนเหนือไปจนถึงรัฐสภาที่ในกรุงเวลลิงตัน Bastion Point Occupation การชุมนุมประท้วงแบบยึดครองพื้นที่ในระหว่างปี ค.ศ. 1977-1978 เพื่อต่อต้านการสูญเสียที่ดินตามแผนของรัฐบาลที่จะนำพื้นที่ดังกล่าวไปพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยราคาแพง และการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมผ่าน Kohanga Reo (การสอนเด็กปฐมวัย), Kura Kaupapa Maori (การเรียนการสอนในช่วงประถมศึกษา) มีการก่อตั้ง Waitangi Tribunal ในปี ค.ศ. 1975 ซึ่งเป็นการไต่สวนของศาลที่นำไปสู่การคืนที่ดินให้กับชนเผ่าเมารี เพื่อพิจารณาความผิดในอดีต จนทำให้นิวซีแลนด์ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการไปสู่ Bicultural state เพื่อก้าวข้ามไปจากสภาวะของการเป็นรัฐอาณานิคม (Colonial state)  

 

การริเริ่มกิจการ

          Maori Social Enterprise (MSE) เป็นการขับเคลื่อนกิจการธุรกิจแบบการประกอบการของชนเผ่าเมารีที่ตั้งอยู่บนวิถีของโครงสร้างความสัมพันธ์ของ iwi และ hapu โดยมีหลักการของ Kaupapa Maori ที่ให้ความสำคัญต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมเป็นหลัก ที่มีการเชื่อมโยงไปสู่การจัดการความสัมพันธ์กับชุมชนเพื่อนบ้านและสายสัมพันธ์เครือญาติ การดูแลทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และการดูแลซึ่งกันและกันและการให้เกียรติกับผู้อื่น Entrepreneurship และ MSE ได้เริ่มเป็นที่สนใจของชาวเมารีมาตั้งแต่ยุคของการต่อสู้กับมรดกของอาณานิคมในช่วงก่อน 1980s ตามการตื่นตัวของ Self-determination มาจนถึงต้นศตวรรษที่ 21 เพื่อไปร่วมแก้ปัญหาใหม่ทางสังคม เช่น การจ้างงาน วัฒนธรรม และที่ดิน โดยมีหลักของการเพิ่มพูนความเข้มแข็งของชุมชน (Community well-being) การอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรม (Cultural revitalization) การจัดการที่ดินและทรัพยากรอย่างยั่งยืน การสร้างงานสำหรับคนรุ่นใหม่ การลดความเหลื่อมล้ำ (Loomis & Mahima, 2003; Neha et al, 2021; Spiller, 2009)

          Mataira (2000) ชี้ว่า การประกอบการของชาวเมารีได้กำหนดสถานภาพของผู้ประกอบการชาวเมารีให้เป็น “ผู้บุกเบิกแนวทางสองวัฒนธรรม” (Bicultural pioneers) โดยอาศัยวิถีของการประกอบการเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาและส่งมอบโอกาสต่าง ๆ ให้กับชาวเมารี ผ่านการเรียนรู้ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ธุรกิจ การจัดการทางการเมืองชนเผ่า การตัดสินใจในครอบครัวและการสะสมโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม

 

Case Examples

การริเริ่มประกอบการธุรกิจที่สร้างผลประโยชน์ทางตรงทางอ้อมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมสำหรับชาวเมารี ตามแนวทางของการประกอบการข้างต้น จะเห็นได้จาก

          (1) Ngai Tahu Holdings Corporation (NTHC) ที่เป็นกิจการในระดับ iwi ของชาวเมารีในเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1992 ดำเนินธุรกิจทั้งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เกษตรกรรมทั้งฟาร์มโคนม โคเนื้อและแกะ ประมงและอาหารทะเล (กุ้งมังกรและหอยเป่าฮื้อส่งตลาดโลกและท้องถิ่น) ท่องเที่ยว การลงทุน (ทั้งพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน และโปรตีนทางเลือก) กิจการป่าไม้และการจัดการคาร์บอนเครดิต รายได้ทั้งหมดนำไปลงทุนสำหรับชุมชนโดยรวม สร้างรายได้รวมในปี ค.ศ. 2024 = 347.3 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์

          (2) Whale Watch Kaikoura กิจการท่องเที่ยวดูปลาวาฬ และร่วมกิจกรรมชุมชน-วิถีครัวเรือน ก่อตั้งโดยชุมชนของชาวเมารีเมือง Kaikoura ในปี ค.ศ. 1987 โดยการริเริ่มของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เป็นชาวเมารีที่ชื่อ Bill Solomon และเพื่อนบ้านผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คน คือ Clayton, Oliver, และ Kahu ที่เชื่อว่า วาฬหัวทุย (Sperm Whale) คือ คำตอบสำหรับปัญหาการว่างงานของชุมชนชาวเมารี ตามเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเดินทางไปสู่ชีวิตใหม่ในแผ่นดินของนิวซีแลนด์โดยการขี่หลังของวาฬ ดังนั้น จึงดูจะเหมาะสมหากคนในรุ่นลูกหลานจะพึ่งพาวาฬอีกครั้งเพื่อสู้กับการว่างงานและภาวะเศรษฐกิจถดถอย

          Solomon ได้จำนองบ้านเพื่อขอกู้เงินมาเริ่มทำธุรกิจ ในช่วงแรก ๆ ให้ผู้โดยสารได้เดินทางด้วยเรือยางลำเล็ก ต่อมาเรือยางได้ถูกแทนที่ด้วยเรือลำใหญ่ขึ้นพร้อมกับมีดาดฟ้าดูวิวชั้นบนที่ เรียกว่า Uruao ปัจจุบันเรือของ Whale Watch เป็นเรือใบแฝด (Catamaran) อันทันสมัยจำนวน 5 ลำ แต่ละลำได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับการเที่ยวชมวาฬ มีการเพิ่มจำนวนเรือ และสร้างท่าเรือขึ้นมาใหม่เพื่อกิจการนี้โดยเฉพาะ การประสบความสำเร็จของ Whale Watch ได้ทำให้เมือง Kaikura กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านการท่องเที่ยว อันดับต้น ๆ ของนิวซีแลนด์ ที่เปิดโอกาสให้คุณได้ตื่นเต้นกับการชมสัตว์ป่าทะเลอันหลากหลาย บริษัทก็ได้เพิ่มการลงทุนที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และแกลเลอรี่ที่จัดแสดงผลงานของศิลปิน ในท้องถิ่น ฯลฯ

          ในปี ค.ศ. 1987 ที่เริ่มกิจการมีนักท่องเที่ยว 3,400 คน ต่อมาในปี ค.ศ. 1995 เพิ่มเป็น 191,443 คน ปี ค.ศ. 1998 เพิ่มเป็น 873,000 คน และในปี ค.ศ. 2004 เพิ่มเป็น 1.6 ล้านคน โดยแต่ละคนจะมีการใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 45.73 เหรียญต่อคืน และพักในเมืองเฉลี่ย 1.8 วัน (Spiller & Erakovic, 2005) หากนำเอาตัวเลขโดยเฉลี่ยของปีสุดท้านข้างต้นมาคำนวณโดยประมาณ จะพบว่า กิจการนี้ได้สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวให้กับเมือง ปีละ 132 ล้านเหรียญดอลลาร์นิวซีแลนด์

          กิจการท่องเที่ยวชุมชนดูปลาวาฬของ Whale Watch Kaikoura สร้างรายได้ 27 ล้านเหรียญดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อปี (ข้อมูลปี ค.ศ. 2025)  เป็นหนึ่งในกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จของนิวซีแลนด์ ปัจจุบันจัดตั้งองค์กรเป็น “บริษัทจำกัด” มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ Kaikoura Charitable Trust ซึ่งถือหุ้น 56.5% ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากชนเผ่าท้องถิ่น และสี่ครอบครัวผู้ก่อตั้งดั้งเดิม (Solomon, Clayton, Oliver และ Kahu)

        

          (3) Poutama Trust เป็นองค์กรอิสระเพื่อการพัฒนาธุรกิจเมารี จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1998 ทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐบาล เช่น Ministry of Business, Innovation & Employment (MBIE) ในโครงการเฉพาะต่างๆ แต่ยังคงสถานะเป็นองค์กรอิสระ (ยกเว้นเรื่องการแต่งตั้งผู้ดูแลผลประโยชน์โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการเมารี) กองทุนนี้ ได้รับเงินทุนตั้งต้นจากทั้งภาครัฐและเอกชน และจัดหารายได้จากการลงทุนของตนเองเพื่อดำเนินกิจกรรมและให้ความช่วยเหลือธุรกิจตามโครงการที่กำหนดขึ้นเป็นแผนงาน (ที่มีแผนการระดมทุนเพื่อการใช้จ่ายของการดำเนินงานตามแผน) โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับความสำเร็จทางธุรกิจและการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาวเมารี สนับสนุนสำหรับทุน ฝึกอบรม และ Incubator

          ตัวอย่างงานที่ดำเนินการของ Poutama Trust ที่ผ่านมาจะเห็นได้จาก (1) การปรึกษาธุรกิจ ให้ทุนสนับสนุน ประสานงานให้บริการ เพื่อช่วยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่แค่เป็นธุรกิจขนาดเล็กตามลำพัง เช่น University of Waikato+2Poutama Trust+2 ซึ่งเป็นโครงการระหว่าง University of Waikato และ Poutama Trust ที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจและการศึกษาของชาวเมารีในนิวซีแลนด์ ผ่านโครงการและทุนการศึกษาต่างๆ (2) โครงการ Enterprise collaboration / collective enterprises ที่กลุ่ม SMEs หลายรายร่วมกันเพื่อสร้างกำลังซื้อ รวมทุน แลกเปลี่ยนทรัพยากร และจัดการโครงสร้างเชิงธุรกิจร่วมกัน อันเป็นการสะท้อนแนวคิด communal / collective / community‑based enterprise จะเห็นได้ว่า Poutama ทำหน้าที่เป็น Enabler / broker / catalyst ที่สนับสนุนให้ Maori มีทางเลือกในการสร้างธุรกิจของตนเอง ภายใต้แนวทางที่เคารพค่านิยม Maori (whanau, whakapapa, collaborative, self‑determination) ซึ่งสอดคล้องกับแก่นของ Maori Social Enterprise

          ด้วยการเป็นองค์กรสนับสนุนและเป็นกิจการเพื่อสาธารณะ รายได้ของ Poutama Trust จะผันแปรไปตามความจำเป็นของรายการค่าใช้จ่ายการดำเนินงานและการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ เป็นสำคัญ ในระหว่างปี ค.ศ. 2022-2025 จะมีรายได้-ค่าใช้จ่ายประมาณ 2 ล้านเหรียญดอลลาร์นิวซีแลนด์ (เคยมีรายได้-ค่าใช้จ่ายสูงกว่านี้ในระหว่างปี ค.ศ. 2020-2021 (5-10 ล้านเหรียญดอลลาร์นิวซีแลนด์)

 

Lesson-Learned

          กรณีศึกษานี้ ได้แสดงคุณค่าของการประกอบการ (Entrepreneurship) ที่มีนัยสำคัญสำหรับชาวเมารี/ชนพื้นเมืองที่เคยเป็นเจ้าของแผ่นดินและจัดการปกครองตนเองทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ของนิวซีแลนด์มาก่อน ปี ค.ศ. 1840 และได้กลับมาฟื้นฟูระบบการจัดการตนเองในมิติของการจัดการเศรษฐกิจ อันเป็นมิติที่ต่างไปจากการต่อสู้ทางการเมือง (หรือสงครามกลางเมือง) ที่ชนเผ่าเมารีได้ดำเนินการมาโดยตลอดและมีความต่อเนื่องนับศตวรรษ

          Ngai Tahu Holdings Corporation และ Whale Watch Kaikoura เป็นปรากฏการณ์สะท้อนการต่อสู้ของชนพื้นเมืองกับผู้ครอบครอง-รุกรานจากนอกพื้นที่ (อันเป็นผลมาจากการสื่อสารและความเข้าใจที่ไม่เท่ากัน (จากการแปลความหมายของสนธิสัญญา) หรือการช่วงชิงความเท่าทันทางสังคมด้วยความมีประสบการณ์ที่เหนือกว่าเพื่อสร้างประโยชน์ของฝ่ายตนจากฝ่ายอังกฤษ (ชาวยุโรป) ในพื้นที่ของการปฏิบัติการทางเศรษฐกิจและพื้นที่ทางสังคม เป็นการปะทะระหว่างทุนทางวัฒนธรรมของความเป็น Maori กับ Pakeha ซึ่งเป็นวัฒนธรรมชาวนิวซีแลนด์-ผู้เข้ามาตั้งหลักภายหลังที่มีเชื้อสายยุโรป (ส่วนใหญ่เป็น Anglo-European) ทั้ง 2 กรณี เป็น “จุดตัด” ระหว่างการจัดการธุรกิจทั้งรูปแบบองค์กรทั่วไปของ Pakeha กับการสร้างส่วนผสมขององค์กรกับวิถีวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองของ Maori และห้วงระยะเวลาของพัฒนาการทางสังคมที่ต่างกันที่ชาวยุโรปเข้ามาตั้งหลักและริเริ่มประกอบการธุรกิจตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 แต่การเริ่มต้นของ Maori เพิ่งจะเริ่มขึ้นในปลายของศตวรรษที่ 20 (ห้วงระยะเวลาของการเรียนรู้ห่างกันมากถึง 150 ปี) ดังนั้น การจัดตั้ง Poutama Trust เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรสนับสนุนจึงมีความจำเป็น พร้อมทั้งจัดให้มีการบริหารจัดการด้วยกระบวนการที่เหมาะสม คล่องตัว

          ลักษณะการประกอบการของชาวเมารี จึงมีความหมายมากกว่าความสำเร็จของการจัดการธุรกิจให้มีกำไรแบบอยู่รอด แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งไปมากกว่านั้น เพราะความสำเร็จในทางธุรกิจของNgai Tahu Holdings Corporation และ Whale Watch Kaikoura นั้น แท้ที่จริง คือ หมุดหมายการเริ่มต้นของชนพื้นเมือง/ชนเผ่าที่เคยล้าหลัง และลุกขึ้นมาตั้งหลัก และอยู่ร่วมกับความเท่าทันตามวิถีของการแข่งขันทางเศรษฐกิจและรูปแบบของการจัดการแบบธุรกิจ (ด้วยตัวเอง) ยิ่งไปกว่านั้น หากจะพิจารณาถึง Bicultural pioneer ก็ยิ่งจะเป็นการยืนได้อีกว่า การริเริ่มสร้างสรรค์นั้นมาจากด้าน Maori ไม่ใช่เกิดขึ้นจากการปรับตัวของด้าน Pakeha

          อนึ่ง หากจะเปรียบเทียบการตั้งหลักและการประกอบการธุรกิจของชนพื้นเมือง/ชนเผ่าของไทย ก็จะเทียบเคียงได้กับกรณีของกาแฟอาข่า อ่ามา ที่ลี อายุ จือปา บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายได้จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2553 ลี เป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีคนแรกของหมู่บ้านแม่จันใต้ (ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย) หมู่บ้านของชาวอาข่า และกิจการร้านกาแฟของเขาก็เป็นธุรกิจแรกของคนในหมู่บ้าน ในขณะเดียวกัน หากจะเปรียบเทียบกับโอกาสของการสร้างกิจการร้านกาแฟแล้ว ก็จะพบว่า ร้านกาแฟเป็นกิจการสร้างอาชีพของคนไทยในกรุงเทพมหานครมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460 โดยประมาณ จะเห็นได้ว่า ห้วงระยะเวลาในการเรียนรู้ในการสร้างอาชีพและการประกอบการของชนเผ่าอาข่าและพี่น้องของลี ห่างไปจากห้วงเวลาที่ควรจะเป็นมากถึง 70 กว่าปี ในขณะที่นิวซีแลนด์มีการจัดองค์กรสนับสนุนขึ้นเพื่อการดังกล่าวโดยตรง คือ Poutama Trust แต่ในไทยยังไม่มีองค์กรที่ทำหน้าที่ในลักษณะนี้อย่างชัดเจน

 

Reference

Loomis, T.& Mahima, J. (2003). Mäori Community-Based Sustainable Development: A Research Progress Report. Development in Practice, 13(4): 399-409

Mataira, P. (2000). Nga kai arahi tuitui Maori: Maori entrepreneurship: The articulation of leadership and the dual constituency arrangements associated with Maori enterprise in a capitalist economy (Unpublished doctoral thesis). Massey University, Albany, New Zealand.

Neha, T. et al (2021). Sustainable prosperity and enterprises for Maori communities in Aotearoa New Zealand: a review of the literature. Journal of Enterprising Communities: People and Places in the Global Economy (2021) 15 (4): 608–625 https://doi.org/10.1108/JEC-07-2020-0133

Spiller, C. (2009). How Maori cultural tourism businesses create authentic and sustainable well‑being. PhD thesis, University of Auckland.

Spiller, C. & Erakovic, L. (2005). Flourishing on the Edge: Whale Watch Kaikoura, an Indigenous sustainable business, In University of Auckland Best Case Scenarios, Publisher: University of Auckland

 

 

Related Posts

Leave a Comment