รัฐอานธรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย [Andhra Pradesh]

by sirdi
0 comments

การปฏิรูปของรัฐอานธรประเทศ

          การพัฒนาเศรษฐกิจและการต่อต้านคอร์รัปชันในกรณีศึกษาของรัฐอานธรประเทศ ที่สาธารณรัฐอินเดีย ภายใต้การบริหารของ Nara Chandrababu Naidu มุขมนตรีจากพรรค Telugu Desam Party (TDP) ที่บริหารประเทศ 3 สมัย (ไม่ต่อเนื่องกัน) คือ สมัยแรก ปี พ.ศ. 2538-2547 (ค.ศ. 1995-2004) สมัยที่สอง ปี พ.ศ. 2557-2562 (ค.ศ. 2014-2019) และสมัยที่สาม ปี พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019)-ปัจจุบัน Naidu เริ่มบริหารจัดการและพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐที่มีประชากรมากกว่า 75 ล้านคน (ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) มีการแยกตัวออกไปตั้งรัฐใหม่ของรัฐเตลังคานาทำให้ประชากรของรัฐอานธรประเทศลดลงเป็น 54 ล้านคน) ประชาชน ร้อยละ 48 ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ร้อยละ 70 มีอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม ร้อยละ 50 ไม่มีไฟฟ้าใช้ และร้อยละ 69 ไม่มีน้ำประปาใช้ ประชาชนต้องพึ่งพาการบริการของรัฐ และใบอนุญาตตั้งแต่การแจ้งเกิด แจ้งตาย การจ่ายค่าน้ำ/ไฟ ภาษี ใบอนุญาตขับขี่ และการจดทะเบียนทรัพย์สิน ล้วนแต่เป็นช่องทางที่นำไปสู่โอกาสของการ
คอร์รัปชันของข้าราชการซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 13-14 ของประชากร ข้อมูลสถิติรายได้ประชากรต่อหัวของรัฐ อยู่ในอัตราน้อยกว่า 600 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 19,800 บาท[1] (Prahalad, 2005)

แม้ รัฐอานธรประเทศจะเป็นรัฐยากจน แต่ Naidu และรัฐบาลของเขาก็ได้ริเริ่มการบริการอันเป็นพื้นฐานของการบริการของรัฐที่ลดวงจรและโอกาสของการคอร์รัปชัน พร้อมกับสร้างบรรยากาศของการเปิดกว้าง โปร่งใส และมีส่วนร่วมระหว่างภาคส่วนของสังคม ทำให้รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 600 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 24,000 บาท[2] ในช่วงต้น พ.ศ. 2543 (ทศวรรษ 2000) เป็นราว 3,525 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 111,325 บาท[3] ในปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5.9 เท่าตัว (คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 9.4 ต่อปีในระยะ 20 ปี)

 

ภาพที่ 1 GDP ของรัฐอานธรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย
ที่มา: National Council of Applied Economic Research NCAER India Centre (2025)

 

นโยบายเพื่อการต่าง ๆ ของ Naidu ประกอบไปด้วย

(1) การปฏิรูปเศรษฐกิจและดิจิทัล (Economic & E-Governance Reform)

          การปฏิรูประบบการบริการของภาครัฐตามโครงการ e-Seva/MeeSeva Centers เป็นตัวอย่างที่เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) เพื่อให้บริการภาครัฐแบบดิจิทัล “One-stop service” สำหรับการจ่ายบิล ขอเอกสารราชการ ลงทะเบียนเกษตรกร โดย e-Seva เป็นบริการออนไลน์ และจุดให้บริการขนาดเล็กแบบอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ (Kiosk) สำหรับให้ประชาชน/ลูกค้าใช้งานด้วยตนเอง เช่น บัตรคิว การชำระค่าบริการ ฯลฯ ที่ให้บริการเต็มรูปแบบ แต่ MeeSeva เป็นส่วนหนึ่งของ e-Seva ที่บริการเป็นเพียงบางส่วน เฉพาะในพื้นที่ของรัฐเตลังกานา (ที่ยังไม่แยกตัวออกไปในขณะนั้น) ผลลัพธ์ของโครงการทำให้ประชาชนกว่า 30 ล้านคนได้รับบริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ลดเวลาทำธุรกรรม ติดต่อราชการจากหลายวันเหลือไม่กี่นาที โมเดลนี้ถูกขยายไปหลายรัฐในสาธารณรัฐอินเดีย (Prahalad, 2005)

(2) การดึงดูดนักลงทุนเชิงยุทธศาสตร์การลงทุนและการเติบโตตาม Vision 2020

          Vision 2020: A Knowledge-Based Society เป็นวิสัยทัศน์ที่มีเป้าหมายเปลี่ยนรัฐอานธรประเทศ จากรัฐเกษตรกรรมไปสู่รัฐเทคโนโลยีและบริการ การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์นี้ ได้จัดตั้ง Hyderabad HITEC City (Information Technology and Engineering Consultancy City) เป็นศูนย์กลาง IT ระดับโลก ที่สามารถดึงดูดบริษัทระดับโลกอย่าง Microsoft, Google, IBM เข้ามาร่วมลงทุน และใช้บริการของเมือง โครงการนี้ได้รับฉายาว่า “Cyber Naidu” จากสื่อสาธารณรัฐอินเดียและต่างประเทศ ผลที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจจากโครงการนี้ ทำให้ GDP ของรัฐเติบโตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 8 ต่อปี ช่วงปี พ.ศ. 2541-2547
(ค.ศ.1998-2004) และเป็นต้นแบบของ “Digital Economy” ของสาธารณรัฐอินเดีย (India Today, 2003; Kennedy, 2007)

(3) การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากแบบมีส่วนร่วม (Bottom-of-the-Pyramid Development)

          ในขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมมีการขับเคลื่อนไปตามกระแสการลงทุนของทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ก็มีการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากอย่างเฉพาะเจาะจงต่อเป้าหมายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นจริง โดยกระตุ้นให้นำเอาทุนทางสังคมว่าด้วยการรวมกลุ่มเพื่อจัดการตนเอง (Self-Help Groups: SHG) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมชุมชนที่มีอยู่ของสาธารณรัฐอินเดีย มารองรับต่อการรวมกลุ่มผู้หญิงในภาคชนบทให้เข้าสู่โครงการพัฒนาความรู้ ทักษะ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้จากการประกอบการ โดยภาครัฐสนับสนุนด้วยสินเชื่อขนาดเล็ก การออมกลุ่ม และการรวมกลุ่มผลิต มีโครงการที่เรียกว่า Velugu Project/Indira Kranthi Patham (IKP) ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งแก้ปัญหาความยากจนในระดับตำบล/เขต ที่ปรับเปลี่ยนพันธกิจงานสนับสนุนชุมชนในระดับล่างจาก “ภาระ” ให้เป็น “พลัง” ด้วยการพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ในระบบตลาด เป็นโครงการที่รัฐสนับสนุน และมีความร่วมมือกับเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เช่น Bill & Melinda Gate Foundation (BMGF) International Center for Research on Women (ICRW) และ Tata Institute of Social Science Hyderabad ผลของการดำเนินงานได้ทำให้มีผู้หญิงกว่า 10 ล้านคนเข้าร่วมกลุ่ม SHG ทำให้มีรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากกว่าร้อยละ 60 ของสมาชิก และเป็นกรณีศึกษาที่ธนาคารโลก (World Bank) ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนในโครงการที่เรียกว่า Andhra Pradesh Rural Poverty Reduction Project (APRPRP) (World Bank, 2005)

(4) การต่อต้านคอร์รัปชันและธรรมาภิบาล (Anti-Corruption & Governance)

แนวทางการดำเนินงานที่สนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีแทนระบบการดุลยพินิจ (ระบบเดิมที่นำไปสู่การพึ่งพาระบบอุปถัมภ์) เช่น การเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ การจัดซื้อ บริการสาธารณะออนไลน์ การติดตามผลการดำเนินงานแบบ Real-time dashboard มีการจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า “สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต” (Anti-Corruption Bureau: ACB) และพัฒนาให้มีอิสระมากขึ้นโดยใช้ระบบทบทวน ตรวจสอบ หรือประเมินการทำงาน โดยใช้ “ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน” (Performance indicators) เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจกับข้าราชการระดับสูง ผลลัพธ์จากการดำเนินงาน พบว่า คอร์รัปชันในงานบริการภาครัฐลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (รายงานของ Transparency India, 2003) และทำให้รัฐอานธรประเทศได้รับการจัดอันดับสูงสุดใน “Ease of Doing Business” ของสาธารณรัฐอินเดียในปี พ.ศ. 2559-2561 (ค.ศ. 2016-2018) (Ministry of Commerce, Government of India, 2018)

(5) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities & Infrastructure)

รัฐอานธรประเทศได้จัดทำโครงการ Amaravati Project (2015) เพื่อวางแผนสร้าง “เมืองหลวงอัจฉริยะ” (Smart capital) ควบคู่ไปกับการสร้างเมืองดังกล่าวเป็นเมืองหลวงของรัฐ หลังจากรัฐเตลังคานา แยกตัวออกไปในปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) การพัฒนาดังกล่าวได้ร่วมมือกับรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์ ออกแบบเมืองด้วยแนวคิด “People First, Technology Next” โดยมุ่งเน้นเศรษฐกิจสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานโปร่งใส

 

ภาพที่ 2 กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จของรัฐอานธรประเทศ
ที่มา: พัฒนาโดยผู้เขียน (2569)

 

การบริการนักลงทุนต่างชาติ

ปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) เป็นต้นมา รัฐบาลของรัฐอานธรประเทศได้ปรับปรุงนโยบายการลงทุนสำหรับนักลงทุนจากต่างชาติ และนักลงทุนในประเทศครั้งสำคัญ ให้ก้าวไปตามความก้าวหน้าของ Digital governance พื้นที่เขตการพัฒนาอุตสาหกรรม และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เช่น เมืองวิศาขาปัฏฏนัม (Visakhapatnam) เมืองอมราวดี (Amaravati) เมืองติรุปาติ (Tirupati) และเมืองอื่น ๆ รายละเอียดปรากฎตามตารางที่ 1 ซึ่งจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเมืองตามผลของการแยกตัวออกเป็นรัฐใหม่ของรัฐเตลังคานา (Telangana) ซึ่งต้องยกเมืองไฮเดอราบาด (Hyderabad) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของรัฐ ที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนของนักลงทุนไปให้รัฐเตลังคานา (Telangana) ที่แยกตัวออกไปจัดตั้งรัฐใหม่

 

ตารางที่ 1 เมืองสำคัญของรัฐอานธรประเทศ

เมือง บทบาททางเศรษฐกิจ จุดเด่นของเมือง
เมืองวิศาขาปัฏฏนัม (Visakhapatnam) ศูนย์กลางอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก และการท่องเที่ยวชายทะเล เป็นเมืองที่มี GDP สูงสุดในรัฐ มี ท่าเรือวิศาขาปัฏฏนัม (Visakhapatnam Port) โรงงานเหล็ก (Steel Plant) และเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) แห่งแรกของรัฐ นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุดในรัฐ โดยเฉพาะหาดรามกฤษณะ (RK Beach) เนินเขาไคลาสากิริ (Kailasagiri Hill) พิพิธภัณฑ์เรือดำน้ำ (Submarine Museum) และหุบเขาอาราคุ (Araku Valley)
เมืองอมราวดี (Amaravati) เมืองหลวง เมืองหลวงที่ออกแบบให้เป็น “Greenfield Capital City” มีแผนสร้างศูนย์ราชการ ธุรกิจ และมหาวิทยาลัยระดับโลก แต่ยังอยู่ในระหว่างพัฒนา
เมืองติรุปาติ (Tirupati) เมืองศักดิ์สิทธิ์และศูนย์กลางศาสนา-เศรษฐกิจ มีวัดติรุมลาเวนกาเตสวารา (Tirumala Venkateswara Temple) ที่มีผู้แสวงบุญมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก (กว่า 20 ล้านคนต่อปี) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในรัฐ
เมืองวิชัยวาดา (Vijayawada) ศูนย์กลางพาณิชย์และโลจิสติกส์ของรัฐ ตั้งอยู่บนแม่น้ำกฤษณา (Krishna River) เป็นเมืองขนส่งและการค้าหลักของภูมิภาคตอนกลางของรัฐ
เมืองกุนตูร์ (Guntur) เมืองเกษตรและการศึกษา มีชื่อเสียงด้านพริกแดง (Guntur Chili) การค้าเกษตร และเป็นเมืองมหาวิทยาลัยสำคัญ

ที่มา: พัฒนาโดยผู้เขียน (2569)

 

          (1) นโยบายและกรอบ

          นโยบายเรื่องการบริการนักลงทุนต่างชาติ ภายใต้ชื่อ Foreign Investment Facilitation and Urban Economic Development in Andhra Pradesh ของ N. Chandrababu Naidu (2014-2019) เป็นที่รู้จักในนาม “วิสัยทัศน์รองรับแสงตะวันที่รัฐอานธรประเทศ” (the Sunrise Andhra Pradesh Vision 2029) ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์ของมลรัฐที่เป็นตัวแบบการอำนวยความสะดวกสำหรับการทำธุรกิจ ธรรมาภิบาลด้านดิจิทัล และการสร้างแรงดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่เป็นการลงทุนที่ผู้ลงทุนจากต่างประเทศประสงค์ที่จะเข้าร่วมในบทบาทอย่างมีนัยสำคัญต่อการบริหารจัดการ กรอบนโยบาย Sunrise Andhra Pradesh Vision 2029 ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ

1) การเข้าถึงได้ง่ายของธุรกิจ (Ease of Doing Business: EoDB) โดยมีการจัดการของดิจิทัลและระบบออนไลน์รองรับ

2) จัดระบบพื้นฐานที่นำไปสู่การเติบโต (Infrastructure-led growth) สำหรับการขับเคลื่อนพื้นที่อุตสาหกรรมและการพัฒนาเมือง

3) การพัฒนาทักษะและทุนมนุษย์ (Human capital and skills development) เพื่อรองรับความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรม

การดำเนินงานนี้ ได้มีการจัดตั้ง the Andhra Pradesh Economic Development Board (APEDB) ขึ้นในปี พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) เพื่อประสานนักลงทุนชาวต่างชาติ และสนับสนุนพันธมิตรความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน (Public-Private Partnerships) (Government of Andhra Pradesh, 2015)

(2) กลไกอำนวยการลงทุน (Investment Facilitation Mechanisms)

          มีการจัดตั้ง Single Window Clearance Systems (SWCS) ซึ่งเป็นระบบการให้บริการของ the Andhra Pradesh Single Desk Portal ซึ่งเป็นบริการแบบ One stop services ตามนโยบายและโครงการของ Naidu ได้นำไปสู่หนึ่งในตัวอย่างของการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของสาธารณรัฐอินเดีย ได้ทำให้นักลงทุนได้รับอนุญาตในเรื่องต่าง ๆ ทั้งใบอนุญาตประกอบการ (Licenses) การจัดสรรที่ดิน (Land allotment) และการอนุมัติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมภายใน 21 วันทำการ โดยมีการรวมและผสานการทำงานระหว่างกันและกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 24 หน่วยงานอันเป็นกระบวนการจัดการที่เป็นไปแบบ End-to-end digital processing ซึ่งเป็นการดำเนินงานภาครัฐด้านการลงทุน/ธุรกิจที่เป็นดิจิทัลครบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่ต้องออกจากระบบออนไลน์ (ตั้งแต่การยื่น-พิจารณา-อนุมัติ-ชำระเงิน-ออกใบอนุญาต-ติดตามผล) ทั้งหมดเกิดขึ้นในระบบดิจิทัลเดียว (Department of Industries & Commerce, 2023)

(3) การบริการสนับสนุน

          นอกจาก การทำงานข้างต้นของ SWCS แล้ว ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ สนับสนุนอีก เช่น

1) หน่วยย่อยสนับสนุน/ประสานงานนักลงทุน (Investor Facilitation Cells) อันเป็นการช่วยเหลือหลังจากที่โครงการได้รับอนุมัติลงทุนไปแล้ว

2) ระบบการติดตามและรับเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ (Online grievance and tracking systems) เพื่อสร้างความโปร่งใส และ

3) การประสานงานร่วมระหว่าง APEDB-Andhra Pradesh Economic Development Board ซึ่งเป็นหน่วยงานเชิงนโยบายและการกำกับการลงทุนระดับรัฐ ของรัฐอานธรประเทศ ทำหน้าที่เป็นกลไกศูนย์กลาง (Apex body) หรือองค์กรศูนย์กลางระดับสูงสุด ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ การดึงดูดการลงทุน และการอำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนรายใหญ่ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล Naidu กับ APIIC (Industrial Infrastructure Corporation) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐอานธรประเทศ (State-owned enterprise) ทำหน้าที่พัฒนาและบริหารโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการลงทุน รองรับบริการสาธารณูปโภคสำหรับการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม เช่น ถนน ไฟฟ้า และที่ดิน

อนึ่ง การดำเนินงานภายใต้มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้รัฐอานธรประเทศ ได้รับการจัดอันดับเป็น the Top 3 Indian states ตามรายงานของ the World Bank-DPIIT Ease of Doing Business index between 2016-2020

          นอกจากจะมีการบริหารจัดการสนับสนุนโดยมีหน่วยงานหรือองค์กรข้างต้นแล้ว รัฐอานธรประเทศ
ยังมีการจัดการบริหารเมืองและงานในในระดับย่อยที่สนับสนุนแวดล้อมและเป็นศูนย์กลางเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การเข้าถึงบริการ และการเปิดกว้างในโอกาสเพื่อการต่าง ๆ ของประชาชนอีก รายละเอียดปรากฏตามตารางที่ 2

 

ตารางที่ 2 ศูนย์กลางของการพัฒนาเศรษฐกิจระดับเมือง (Urban Economic Development Hubs)

เมือง การมุ่งเน้นทางเศรษฐกิจ โครงการลงทุนที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จ
เมืองวิศาขาปัฏฏนัม หรือ เมืองไวแซก (Visakhapatnam or Vizag) (1)       ท่าเรือ/อุตสาหกรรม

(2)       เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT)

(3)       ท่องเที่ยว

องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) ได้ยืนยันว่าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตามแนวชายฝั่งตะวันออกของประเทศอินเดีย(Visakhapatnam-Chennai Industrial Corridor: VCIC) เป็นโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของชายฝั่งอินเดียตะวันออก อันเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งตะวันออก (The East Coast Economic Corridor: ECEC)
เมืองอมราวตี (Amaravati) (1)        แผนการบริหารเมืองหลวง

(2)        เมืองที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากพื้นที่ใหม่ทั้งหมด (Greenfield smart city)

เป็นเมืองที่มีการพัฒนาเมือง และเป็นเมืองที่อยู่อาศัย
เมืองติรุปาติ (Tirupati) การพัฒนาเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์

 

Foxconn and Dixon Technologies มีโรงงานหลายระดับในสาธารณรัฐอินเดียที่เน้นสมาร์ทโฟนระดับท็อป (High-end smartphones) เช่นเดียวกับ iPhones and Dixon manufacturing ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ต่างออกไปทั้ง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน สมาร์ทโฟน (Smart Phone) และโทรทัศน์
เมืองวิชัยวาดา (Vijayawada) Trade and logistics hub โครงการ AP Inland Waterway & Highway connectivity projects ซึ่งเป็นการวางระบบขนส่งทางน้ำ ทางบก จุดขนถ่าย และการเชื่อมโยงระบบ
ศรีซิตี้ (Sri City) เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อการผลิตโดยบริษัทข้ามชาติ (Multi-national manufacturing SEZ) เป็นเมืองที่มีกิจการชั้นนำ เช่น Isuzu, PepsiCo ได้ลงทุนไปแล้ว รวมทั้งกิจการของ Kellogg’s, Kobelco, Mondelez ที่อยู่ระหว่างเริ่มงาน

ที่มา: พัฒนาโดยผู้เขียน (2569)

 

(4) การปฏิรูปและการจูงใจนักลงทุนต่างชาติ

          รัฐอานธรประเทศ มีนโยบายที่สนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรม ในหลายด้าน เช่น การยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าและบริการที่ใช้งานของภาครัฐ (State goods and services tax: SGST) เป็นเวลา 10 ปี การจัดที่ดินที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรม ที่จัดการโดย APIIC การต่อรองเพื่อลดภาษีนำเข้าจากการส่งออกสินค้าที่ผลิตในรัฐอานธรประเทศที่สามารถต่อรองได้ ร้อยละ 20-30 และการบริการเพื่อการพัฒนาทักษะจากหน่วยบริการของรัฐที่เรียกว่า the Andhra Pradesh State Skill Development Corporation (APSSDC) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำของโลก เช่น Siemens และ Kia Motors ในระหว่างปี พ.ศ. 2557-2565 (ค.ศ. 2014-2022) การดำเนินงานตามนโยบายเหล่านี้ ทำให้รัฐอานธรประเทศได้รับการลงทุนต่างประเทศมากกว่า 8.5 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 297,500,000,000 บาท[4] จากญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ (APEDB, 2022)

(5) ผลลัพธ์ของธรรมาภิบาลและการพัฒนาเศรษฐกิจ

ผลลัพธ์ของการดำเนินนโยบายเชิงดิจิทัล-ธรรมาภิบาล และการสนับสนุนนักลงทุนของรัฐอานธรประเทศ ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ได้ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ คือ ทำให้ GDP ของรัฐเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 8-9 ในห้วงเวลาดำรงตำแหน่งของ Naidu มีการปรับปรุงดัชนีด้านสาธารณูปโภคและกระแสการลงทุนของ FDI อย่างมีนัยสำคัญ และรัฐอานธรประเทศได้รับการยอมรับจาก World Bank (2020) เป็นตัวอย่างของการปฏิรูปการลงทุนในระดับรัฐ (ในระดับท้องถิ่นหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ) อันเป็นผลพวงของนโยบายที่มีส่วนผสมการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งการลงทุนของประเทศ การพัฒนาชนบท และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เป็นบทเรียนการจัดการเศรษฐกิจในระดับรัฐ และบริการสาธารณะสมัยใหม่ของสาธารณรัฐอินเดียที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจไปตามนวัตกรรมนโยบายเพื่อท้องถิ่น (Local policy innovation)

 ———————————————–

เรียบเรียงโดย ดร. สุนทร คุณชัยมัง

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนานวัตกรรมสังคม (SIRDI)
วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

กุมภาพันธ์ 2569

————————————————

 บรรณานุกรม

Andhra Pradesh Economic Development Board. (2022). Annual investment facilitation report

2021–2022. Government of Andhra Pradesh.

Department of Industries & Commerce. (2023). AP Single Desk Portal: Investor facilitation

guidelines. Government of Andhra Pradesh. https://www.apindustries.gov.in

India Today. (2003). Cyber State: Naidu’s digital governance model. New Delhi.

Kennedy, L. (2007). Regional industrial policies driving peri-urban dynamics in Hyderabad, India. Elsevier B.V., 24(2), 95-109. https://doi.org/10.1016/j.cities.2006.06.001

Ministry of Commerce, Government of India. (2018). Ease of Doing Business Rankings of

States. New Delhi.

National Council of Applied Economic Research NCAER India Centre. (2025). Macro and Fiscal Landscape of the State of Andhra Pradesh. https://www.niti.gov.in/sites/default/files/2025-03/Macro-and-Fiscal-Landscape-of-the-State-of-Andhra-Pradesh-1.pdf

Phahalad, C. K. (2005). The Fortune at the Bottom of the Pyramid. Philadelphia: Wharton School Publishing.

World Bank. (2005). Andhra Pradesh Rural Poverty Reduction Project: Implementation

Report. Washington, DC. World Bank.

[1] อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเงินดอลลาร์สหรัฐปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) อยู่ที่ประมาณ 33 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลทางสถิติการซื้อขายเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทย

[2] อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเงินดอลลาร์สหรัฐปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) อยู่ที่ประมาณ 40 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลทางสถิติการซื้อขายเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทย

[3] อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเงินดอลลาร์สหรัฐปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) อยู่ที่ประมาณ 33 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลทางสถิติการซื้อขายเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทย

[4] อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเงินดอลลาร์สหรัฐปี พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022) อยู่ที่ประมาณ 35 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลทางสถิติการซื้อขายเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

 

Related Posts

Leave a Comment