1. The Rise of the Network Society
Manuel Castells เป็นหนึ่งในนักสังคมวิทยาคนสำคัญของโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 ในด้านสังคมวิทยาเมือง (Urban sociology) สังคมสารสนเทศ (Information society) และสังคมเครือข่าย (Network society) Castells จบการศึกษาด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์บัณฑิตที่ University of Barcelona และดุษฎีบัณฑิตจาก University of Paris โดยมี Alain Touraine ซึ่งเป็นนักทฤษฎีการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social movements Theorist) คนสำคัญของยุโรปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ทำให้ Castells สร้างผลงานด้านการเคลื่อนไหวทางสังคมก่อนผลงานด้านการศึกษาสังคมเครือข่ายที่ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และผสมผสานหลายมุมมองเข้าด้วยกัน ทั้งสังคมวิทยาเมือง มาร์กซิสต์เชิงโครงสร้าง และการวิเคราะห์รัฐและทุนนิยม โดยมีผลงานสำคัญ คือ “ยุคสารสนเทศ” (The Information Age) ที่เผยแพร่ในปี 1996 ซึ่งเป็นผลงานที่แบ่งเป็น 3 ภาค คือ (1) การก่อรูปของสังคมเครือข่าย (The Rise of the Network Society) (2) อำนาจของอัตลักษณ์ (The Power of Identity) และ (3) จุดสิ้นสุดของสหัสวรรษ (End of Millennium)
แนวคิดและผลงานของ Castells ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล และเป็นอาจารย์ประจำสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยชั้นนำในหลายประเทศในแต่ละช่วงเวลาทั้งในฝรั่งเศส ชิลี สหรัฐอเมริกา และสเปน รวมทั้งเคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาวิทยาลัยของสเปน (2020–2021) เดิม Castells ให้ความสำคัญต่อแนวคิดมาร์กซิสต์ก่อนที่จะหันมามุ่งเน้นสังคมวิทยาที่ให้ความสนใจต่อปรากฏการณ์และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (Information Communication Technology) ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1980s-1990s
Castells อธิบายถึงการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเครือข่ายโดยเริ่มต้นจากแนวคิดพื้นฐานสำคัญ 2 เรื่อง ที่ทำงานควบคู่กันไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่หรือตามการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ คือ หนึ่ง รูปแบบการผลิต (Modes of production) หมายถึง รูปแบบที่กำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการผลิตของสังคม โดยเฉพาะความสัมพันธ์เกี่ยวกับการควบคุมทรัพยากรการผลิต การจัดสรรผลผลิต และการสะสมส่วนเกินภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัย เช่น ระบบทุนนิยม (Capitalism) และรัฐนิยม (Statism) กับสอง ระบบการพัฒนา (Modes of development) หมายถึง ระบบการพัฒนาที่กำหนดตรรกะของการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัยโดยอาศัยความสามารถของปัจจัยหลัก เช่น พลังงาน เครื่องจักรในระบบอุตสาหกรรมนิยม (Industrialism) หรือ ความรู้และข้อมูลในระบบสารสนเทศนิยม (informationalism) (Castells, 2010, pp. 14) การเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจตามระบบการพัฒนาที่เกิดขึ้นในระบบสารสนเทศนิยม ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใหม่จะพัฒนาไปตามความสามารถของการจัดการความรู้ การประมวลผล และการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ (Castells, 2010, pp. 17)
แนวคิดเกี่ยวกับสังคมหลังอุตสาหกรรม (Post-industrial society) ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบจากผลงานของ Alain Touraine (La société post-industrielle, 1969) และ Daniel Bell (The Coming of Post-Industrial Society, 1973) ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนฐานของระบบเศรษฐกิจและสังคมจากการผลิตแบบอุตสาหกรรมไปสู่ระบบที่ความรู้ บริการ และองค์กรเชิงวิชาชีพ ต่อมา Castells ได้พัฒนากรอบแนวคิดดังกล่าวต่อไปเป็นระบบสารสนเทศนิยมเพื่ออธิบายตรรกะใหม่ของการเพิ่มผลิตภาพในสังคมเครือข่ายบนพื้นฐานอุตสาหกรรมของโลกที่เกิดขึ้นเป็นจริง ทั้ง 2 แกน คือ แกนแรก ทุนนิยมอุตสาหกรรม (Industrial capitalism) ซึ่งเป็นระบบทุนนิยมที่ตั้งอยู่บนฐานการผลิตแบบอุตสาหกรรม โดยการลงทุนเป็นกลไกหลักในการจัดองค์กรการผลิต การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาผลิตภาพ (Productivity development) ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของระบบเศรษฐกิจของโลกเสรีตะวันตกในยุคอุตสาหกรรม แกนที่สอง รัฐนิยมอุตสาหกรรม (Industrial statism) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐเป็นกลไกหลักในการจัดองค์กรการผลิตอุตสาหกรรมและการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจ โดยรัฐทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการวางแผน การจัดสรรทรัพยากร และการกำกับทิศทางการพัฒนา เช่น ใน สหภาพโซเวียต ประเทศยุโรปตะวันออกยุคสังคมนิยม และ จีน ในช่วงเศรษฐกิจวางแผนรวมศูนย์ ทั้งสองแกนต่างตั้งอยู่บนฐานของอุตสาหกรรมนิยม (Industrialism) โดยมีระบบการพัฒนาที่มุ่งเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจผ่านการผลิตแบบอุตสาหกรรม แต่ทั้งสองแกนแตกต่างกันที่รูปแบบการผลิต กล่าวคือ ทุนนิยมอุตสาหกรรมขับเคลื่อนบนตรรกะของทุน ขณะที่รัฐนิยมอุตสาหกรรมขับเคลื่อนบนตรรกะของรัฐ (Castells, 2010, pp. 14). การจัดการเพิ่มผลิตภาพในพื้นที่ของระบบสารสนเทศนิยม จะดำเนินไปตามทุกระดับของโครงสร้างทางสังคม คือ (1) ระดับกระบวนการผลิต (Production) ซึ่งเป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างเครี่องจักร พลังงาน และข้อมูลกับเครือข่าย (2) ระดับกระบวนการสร้างความหมายของชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องของประสบการณ์ (Experience) มีความเกี่ยวข้องกับการแสวงหาความพึงพอใจ ความต้องการ และความปรารถนาที่ขึ้นอยู่กับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละสังคม (3) ระดับกระบวนการกำหนดว่าใครควบคุมใคร ซึ่งก็คือ อำนาจ (Power) และเป็น
องค์ประกอบที่สำคัญของโครงสร้างสังคมในสังคมเครือข่าย (Castells, 2010, pp. 14-15) ในระบบสารสนเทศนิยม เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ สังคม และองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเครือข่ายการผลิต การจัดการ และการสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงกันในระดับโลกที่ทำให้การประมวลผลข้อมูลและการเชื่อมโยงเครือข่ายมีความสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น (Castells, 2010, pp. 94)
ยุคสารสนเทศ (Information Age) พื้นที่ไม่ได้ถูกจัดตามความหมายของความเป็นสถานที่ (Place) แต่เพียงอย่างเดียว เพราะความความเข้มข้นของการติดต่อสื่อสารและการแลกเปลี่ยนที่เรียกโดยรวมว่ากระแส(Flow) ของข้อมูล ทุน เทคโนโลยี และอำนาจกลายเป็นโครงสร้างใหม่ของพื้นที่ที่ทำให้ความเป็นพื้นที่ที่มีความหมายต่างไปจากเดิมที่หมายถึงสถานที่ ซึ่งเป็นที่ที่ผู้คนสร้างความสัมพันธ์ตามที่ตั้งของพื้นที่ (Proximity) เปลี่ยนไปเป็นตามพื้นที่ของการเชื่อมโยงติดต่อ (Connectivity) ซึ่งเป็นรูปร่างสัณฐานของสังคม (Social morphology) ไม่ใช่เรื่องกายภาพทางภูมิศาสตร์ (Geography) ลักษณะสังคมข้างต้น เป็นการเปลี่ยนหน่วยวิเคราะห์สังคมจากพื้นที่ทางกายภาพ (Space of Place) และสถาบัน (Institutions) ตามความเกี่ยวข้องซึ่งเป็นองค์กรหรือรัฐ ไปเป็นพื้นที่ของข้อมูล ทุน และเทคโนโลยี (Flows) และเครือข่ายตามโครงสร้างการเชื่อมต่อ (Networks) หน่วยวิเคราะห์ใหม่นี้ Castells (2010. P. 442) เรียกว่า “พื้นที่ของกระแส (Space of Flows) ซึ่งเป็นการจัดระเบียบการปฏิบัติทางสังคมที่เกิดขึ้นร่วมกันในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่กายภาพเดียวกันหรือต่างกัน ผ่านกระแสของข้อมูล ทุน อำนาจ และการสื่อสาร”
พื้นที่ของกระแสตามความหมายข้างต้น Castells แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ (1) พื้นที่ทางอิเล็กทรอนิกส์รองระบการแลกเปลี่ยนโครงข่ายดิจิทัล ทั้งกระแสของทุน (Capital flows) ข้อมูล (Information flows) และการเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic exchanges) (Castells, 2010 p. 442) (2) สถานีเชื่อมโยง (Nodes) และศูนย์กลาง (Hubs) ตามความหมายของการทำหน้าที่เพื่อการต่าง ๆ เช่น เมืองศูนย์กลางของเครือข่ายโลก (Global cities) ศูนย์กลางทางการเงิน (Financial centers) และองค์กรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic organizations) เช่น สถาบันการเงิน บริษัทข้ามชาติ ศูนย์วิจัยระดับโลก ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมและสั่งการของเครือข่ายเพื่อการนั้น ๆ (Castells, 2010 p. 443) (3) การจัดระเบียบเชิงพื้นที่ของชนชั้นนำ (Spatial organization of elites) ที่ทำหน้าที่ควบคุมกระแสการแลกเปลี่ยนของชนชั้นนำในด้านต่าง ๆ เช่น การเงิน เทคโนแครต และการบริหาร (Castells, 2010 p. 445)
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจบนพื้นที่และการบริการพื้นฐานของสารสนเทศได้ทำให้พื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ของกระแส มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาผลิตภาพของการจัดการขึ้นใหม่ เช่น ด้วยปริมาณความสัมพันธ์ของความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเมืองหนึ่ง ๆ ที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร ย่อมทำให้ “เวลา” เมืองต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันแบบแนบแน่นมากขึ้นกว่าเดิม และเวลาของการทำงานของสถานที่/ตามที่ตั้งของเมือง จะมีความสำคัญลดลง อันเป็นผลมาจากปริมาณการไหลหรือการติดต่อสื่อสารข้อมูลทางการเงินที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นของเครือข่ายทางธุรกิจการเงิน (ไม่ใช่เวลาทำงาน 08.30-16.30 น.ของเมืองนั้น ๆ อีกต่อไป) อันเป็นสภาวะที่ Castells (2010, p. 406) สรุปว่า “พื้นที่ของกระแส และเวลาไร้กาล (Timeless time) เป็นสารัตถะพื้นฐานของปรากฏการณ์ใหม่ทางวัฒนธรรมและรวมเอาความหลากหลายของระบบการเปลี่ยนผ่านมาทำงานร่วมกัน” การเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจและสังคมตามปฏิสัมพันธ์นี้ได้ทำให้วัฒนธรรมเสมือนจริง ดำรงอยู่จริงในพื้นที่ทางสังคม ผ่านการทำงานของสื่อและเครือข่ายการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ จนสิ่งที่ถูกทำให้เชื่อ ค่อย ๆ กลายเป็นความเชื่อ/และกลายเป็นความจริงในสังคม
นอกจากการเปลี่ยนแปลงในมิติของพื้นที่ของสถานที่ พื้นที่ของกระแส และเวลาที่ไร้กาลข้างต้นแล้ว ระบบสารสนเทศนิยม ยังปรับเปลี่ยนการจัดการองค์กรให้สอดคล้องกับกระจายตัวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก (Globally distributed) การประสานเข้ากับดิจิทัล (Digitally coordinated) การสนองตอบลักษณะงานโครงการ (Project-based) และคลายตัวการบริหารจัดการตามระบบช่วงชั้นบังคับบัญชา (Hierarchy) ไปเป็นองค์กรแบบเครือข่าย (Network enterprise) ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านระบบการผลิตของสังคมเครือข่าย โดย Castells (2010, P. 187) ชี้ว่า องค์กรแบบเครือข่าย คือ “รูปแบบเฉพาะขององค์กรธุรกิจที่ระบบของเครื่องมือหรือกลไกการดำเนินงาน (System of means) ถูกประกอบขึ้นจากการตัดกัน (Intersection) ของส่วนย่อยต่าง ๆ ของระบบเป้าหมายที่มีความเป็นอิสระต่อกัน (Autonomous systems of goals)”
Castells (2010, p. 500) สรุปว่า “เครือข่าย (Networks) ได้ก่อรูปสัณฐานทางสังคมแบบใหม่ (New social morphology) และแพร่กระจายตรรกะแบบเครือข่าย (Networking logic) ไปปรับเปลี่ยนการปฏิบัติการของกระบวนการต่าง ๆ และผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญทั้งการผลิต (Production) ประสบการณ์ (Experience) อำนาจ (Power) และ วัฒนธรรม (Culture)” อันเป็นผลของการดำเนินงานของสังคมเครือข่ายที่ก่อตัวขึ้นและกระจายตัวไปตามระบบสารสนเทศนิยม ได้สร้างพื้นที่ของกระแสไปบวกรวม/ปะทะ/ลดทอนความสำคัญของพื้นที่ทางกายภาพ พัฒนารูปร่างของการจัดการเป็นองค์กรแบบเครือข่ายไปบวกรวม/ปะทะ/ลดทอนแบบแผนการทำงานเดิมที่เป็นช่วงชั้นบังคับบัญชา พร้อมกับพัฒนาพัฒนาผลิตภาพไปตามการจัดการความรู้ ประมวลผลข้อมูล และการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นบทบาทใหม่สร้างสรรค์ขึ้นตามกระบวนการทางสังคมและทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดทางสังคม (Social determination อันเป็นส่งบ่งบอกได้ถึง “อำนาจ” (Power) ที่เกิดขึ้นใหม่ในทางสังคมตามกระบวนการทำงานที่มีปฏิสัมพันธ์ขึ้นใหม่ ไม่ใช่ตามตำแหน่งหน้าที่เดิมของโครงสร้างทางสังคม (ที่ที่เคยแสดงความมีอำนาจไปตามสถานภาพของตำแหน่งทางสังคม) Castells (2010, p. 500) เรียกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมเครือข่ายนี้ว่า “อำนาจของกระแส (Power of flows) มีความสำคัญเหนือกว่ากระแสของอำนาจ (Flows of power)” อันเป็นการตอกย้ำถึงปฏิกิริยาใหม่ของระบบสารสนเทศซึ่งเป็นที่มาของกระแส (Flows) ไม่ใช่มิติของสิ่งที่ดำรงอยู่ตามกายภาพของพื้นที่/ที่/ตำแหน่งตามโครงสร้างของระบบ (เดิม)
อนึ่ง เพื่อทำความเข้าใจที่มีต่อการทำงานของเครือข่าย (Networks) และอำนาจ (Power) ในที่นี้ขอนำเอาแนวความคิดของ Castells ที่อธิบายไว้ใน Communication Power มาประกอบการศึกษาถึงลักษณะของอำนาจที่มีการพัฒนาขึ้นในระบบสารสนเทศนิยมและการปฏิบัติการทางสังคม ประกอบด้วย (1) อำนาจจากการกำหนดการเข้าถึงเครือข่าย (Networking power) เป็นอำนาจที่เกิดจากความสามารถในการกำหนดว่าใครสามารถเข้าหรือออกจากเครือข่าย เป็นอำนาจตามการควบคุม การเข้าร่วมเครือข่าย และสิทธิการเชื่อมต่อกับส่วนต่าง ๆ ในระบบ (Castells, 2009 p. 42) เช่น SWIFT financial system ซึ่งเป็นเรื่ององค์กรที่ไม่อยู่ในระบบไม่สามารถทำธุรกรรมได้ (2) อำนาจของกติกาเครือข่าย (Network Power) เป็นอำนาจที่ฝังอยู่ในกฎ มาตรฐาน และโปรโตคอลของเครือข่าย ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสั่งการของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ใคร แต่เป็นไปตามระบบงานที่ออกแบบของเครือข่าย เช่น งานมาตรฐาน หรือการรับรอง หรือกรอบการดำเนินงาน (Castells, 2009 p. 43) เช่น ESG frameworks หรือ ISO standard (3) อำนาจที่กระทำการภายในเครือข่าย (Networked Power) เป็นอำนาจที่ผู้ปฏิบัติการหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นภายในเครือข่ายเดียวกัน (Castells, 2009 p. 44) เช่น บทบาทตามความสัมพันธ์ทางธุรกิจการซื้อขายที่ผู้ซื้อมีอำนาจมากกว่าผู้ขาย หรือเจ้าของแพลตฟอร์มมีอำนาจมากกว่าผู้ใช้ (เป็นอำนาจตามมิติความสัมพันธ์) (4) อำนาจในการจัดทำเครือข่าย (Network-Making Power) ซี่งเป็นอำนาจสูงสุดในสังคมเครือข่าย ทั้งการสร้างเครือข่ายและการเชื่อมเครือข่ายเข้าด้วยกัน โดย (1) อำนาจในการกำหนดตรรกะของเครือข่าย (Programming Power) (Castells, 2009 p. 45) เช่น CBAM architecture ที่เป็นเครือข่ายเพื่อรองรับ Carbon neutrality (2) อำนาจในการเชื่อมต่อเครือข่ายเข้าหากัน (Switching power) (Castells, 2009 p. 46) เช่น การทำงานของ Technology network ของการทำงานผ่านระบบ Satellite ของงาน Monitoring, Reporting and Verification
2. The Power of Identity
ตัวตน อำนาจ และบทบาทของประชาสังคมในสังคมเครือข่าย
ในบริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเครือข่าย (Network society) แนวคิดเรื่อง “ตัวตน” (Identity) กลายเป็นกลไกสำคัญในการทำความเข้าใจพลวัตของการรวมตัวของประชาสังคมและการต่อรองอำนาจในสังคมร่วมสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานของ Castells ที่เสนอว่า ตัวตนมิใช่สิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ หากแต่เป็นกระบวนการสร้างความหมายที่เกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจในโครงสร้างสังคม (Castells, 2010/1997, pp. 6–7)
Castells อธิบายว่า ตัวตนทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดของความหมายสำหรับผู้กระทำการทางสังคม (Social actors) และมีความสำคัญมากกว่าบทบาททางสังคม (Roles) เนื่องจากตัวตนเกี่ยวข้องกับการกำหนดความหมายของการกระทำด้วยตนเอง ในขณะที่บทบาทถูกกำหนดโดยสถาบันและโครงสร้างของสังคม (Castells, 2010/1997, pp. 7–8) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตัวตนจึงเป็นพื้นที่สำคัญของการต่อสู้ทางอำนาจเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic power struggle) ภายใต้บริบทของโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ภายใต้กรอบดังกล่าว Castells เสนอว่า กระบวนการสร้างตัวตนในสังคมเครือข่ายสามารถจำแนกออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ซึ่งสะท้อนตำแหน่งแห่งที่ของผู้กระทำการทางสังคมภายในโครงสร้างอำนาจ ที่เรียกว่า “ตัวตน” คือ
ตัวตนสถาปนา (Legitimizing identity) ตัวตนแห่งการต่อต้าน (Resistance identity) และตัวตนแห่งโครงการเปลี่ยนแปลง (Project identity) (Castells, 2010, pp. 8–10)
ตัวตนสถาปนา (Legitimizing identity) หมายถึง ตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นโดยสถาบันหลักของสังคม เช่น รัฐ ระบบเศรษฐกิจ หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่สร้างความชอบธรรมให้แก่โครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ ตัวตนประเภทนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการผลิตและธำรงไว้ซึ่ง “ประชาสังคมเชิงสถาบัน” (Institutional civil society) ทำหน้าที่สนับสนุนหรืออย่างน้อยก็ไม่ท้าทายระเบียบอำนาจหลักของสังคม (Castells, 2010, pp. 8–9) ตัวตนแห่งการต่อต้าน (Resistance identity) เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่ถูกลดทอนคุณค่า ถูกกีดกัน หรือถูกทำให้เป็นชายขอบโดยตรรกะของโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่ กลุ่มเหล่านี้จึงสร้าง “พื้นที่แห่งการป้องกันตนเอง” (Trenches of resistance) เพื่อรักษาศักดิ์ศรี สิทธิ หรือความหมายของการดำรงอยู่ของตน ตัวตนประเภทนี้มักปรากฏในรูปของขบวนการทางสังคมที่ยึดโยงกับชาติพันธุ์ ศาสนา ชุมชนท้องถิ่น หรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Castells, 2010, p. 9)
ตัวตนแห่งโครงการเปลี่ยนแปลง (Project identity) เป็นระดับของการสร้างตัวตนที่มีพลวัตเชิงเปลี่ยนผ่านมากที่สุด กล่าวคือ เป็นกรณีที่ผู้กระทำการทางสังคมนำเอาเรื่องทางวัฒนธรรมและประสบการณ์ทางชีวิตและสังคมของตนมาสร้างตัวตนใหม่ที่มีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสังคมโดยรวม ไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องตนเอง ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ ขบวนการสตรีนิยมที่พัฒนาออกจากการปกป้องสิทธิของผู้หญิงไปสู่การท้าทายโครงสร้างปิตาธิปไตยของสังคมโดยรวม (Castells, 2010, pp. 9–10)
ในมุมมองของ Castells ตัวตนทั้งสามประเภท มิได้ดำรงอยู่อย่างแยกขาดจากกัน หากแต่สามารถเปลี่ยนผ่านและพัฒนาเชื่อมโยงกันได้ตามบริบททางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ ตัวตนแห่งการต่อต้านอาจพัฒนาไปสู่ตัวตนแห่งโครงการ และในบางกรณีอาจกลายเป็นตัวตนสถาปนาในระยะยาวเมื่อสามารถสถาปนาโครงสร้างใหม่ของสังคมได้สำเร็จ (Castells, 2010 p. 10)
แนวคิดเรื่องตัวตนภายใต้บริบทของสังคมเครือข่าย จึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจบทบาทของประชาสังคมในฐานะที่เป็นผู้กระทำการทางสังคมที่ไม่ได้เป็นเพียงการไม่ได้รับตอบสนองจากโครงสร้างอำนาจเดิม แต่ยังเป็นการสร้างความหมายใหม่และกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสังคม ผ่านกระบวนการสร้างตัวตนเชิงโครงการและเป็นฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในยุคข้อมูลข่าวสาร
เรื่องของตัวตนข้างต้น เมื่อนำมารวมพิจารณาภายใต้กรอบความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital divide) จะเห็นความชัดเจนที่มิติมากขึ้นไปอีก จากช่องว่างของการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศไปสู่ส่วนที่ขาดหายของความสามารถในการเข้าร่วมกระบวนการสร้างความหมายภายในสังคม และการร่วมสร้างสังคมเครือข่าย กล่าวคือ กลุ่มที่มีสามารถเข้าถึงและใช้เครือข่ายข้อมูลเพื่อกำหนดความหมายทางสังคมย่อมมีศักยภาพสูงกว่าหรือเหนือกว่าในการกำหนดทิศทางของสังคม (Castells, 2010 pp. 363)
สำหรับบทบาทของประชาสังคมตามแนวคิดเรื่องตัวตนทั้งสามระดับ ยังประยุกต์การอธิบายถึงความสามารถทางดิจิทัล (Digital capacity) ในเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ ระดับแรก การเข้าถึงเครือข่ายข้อมูลข่าวสาร ย่อมส่งผลการสร้างตัวตนสถาปนาในพื้นที่ทางสังคมของภาคประชาสังคม ตามสิทธิและบทบาทของการรวมตัวภายใต้กรอบของสถาบันและกติกาของรัฐ ระดับที่สอง การใช้เครือข่ายเพื่อปกป้องสิทธิหรืออัตลักษณ์ของกลุ่มตามกระบวนการก่อรูปของตัวตนแห่งการต่อต้าน ซึ่งแสดงถึงความสามารถของการต่อรองความหมาย และระดับที่สาม การใช้เครือข่ายเพื่อสร้างโครงการทางสังคมใหม่หรือนำเสนอรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ทางสังคมที่สะท้อนตัวตนแห่งโครงการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นระดับของความสามารถเชิงปฏิบัติการ (Agency) สูงสุดของการเป็นผู้กระทำการทางสังคมในสังคมเครือข่าย ดังนั้น ภายใต้กรอบของ Castells ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล จึงเป็นความแตกต่างของศักยภาพในการเข้าร่วมกระบวนการสร้างความหมายภายในเครือข่ายสังคมสารสนเทศ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถของประชาสังคมในการพัฒนาไปสู่ตัวตนแห่งโครงการเปลี่ยนแปลง และบทบาทในการกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมร่วมสมัย
เรียบเรียงโดย
ดร.สุนทร คุณชัยมัง
อาจารย์ประจำวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
Reference
Castells, M. (2009). Communication power. Oxford University Press.
Castells, M. (2010). The rise of the network society (2nd ed., with a new preface). Wiley-
Blackwell.
Castells, M. (2010). The power of identity (2nd ed.). Wiley-Blackwell. (Original work published
1997)
